ปีๆนึงผ่านไปไวจังเลย ปีนี้ต่างจากปีที่แล้วสิ้นเชิง ปีที่แล้วตอนปีใหม่มีอะไรอยากเขียนไว้เต็มไปหมด แต่ยุ่งมากๆ ส่วนปีนี้ปิดเทอม อยู่บ้าน แต่กลับไม่มีกะจิตกะใจจะบันทึกอะไรเอาไว้เลย แต่เอาเนอะ เราก็บันทึกเอาไว้ในนี้มาตั้งสามปีแล้ว ว่าชีวิตในปีนี้เป็นยังไงบ้าง ปีนี้ก็ลงเอาไว้หน่อยก็แล้วกัน ปีหน้ามาอ่านจะได้จำความรู้สึกนี้ไว้ได้ : )
1.
เรื่องที่ดีที่สุดของปี 2017 นี้คือเรื่องเรียน ปีนี้เป็นปีแรกจริงๆ ตั้งแต่เรียน graduate school มา ที่รู้สึกว่าพอใจกับตัวเอง พอใจกับความตั้งใจอ่านหนังสือ พอใจที่พาตัวเองเข้าไปเรียนได้ครบทุกคาบ พอใจตัวเองที่กล้ายกมือตอบในห้องบ้าง สำหรับคนอื่นมันคงเป็นแค่เรื่องเล็กๆ แต่สำหรับเรานี่คือก้าวที่ยิ่งใหญ่มาก... และมันก็ไม่ใช่คำชมจากอาจารย์ เกรด A ทุกวิชา หรือว่าอะไรหรอก แต่เป็นความภูมิใจและความเคารพตัวเองแบบนี้แหละที่มันหล่อเลี้ยงเรา
2.
เป็นปีที่รู้สึกว่าความอยากเที่ยวลดหายไปเยอะมาก อาจจะโตขึ้น หรืออาจจะรู้มากขึ้นว่าลำดับความสำคัญของชีวิตเป็นยังไง ยังชอบเที่ยวอยู่นะ อยากไปฌน่นไปนี่เต็มไปหมด แต่รู้ว่ามันมีเรื่องอื่นๆในชีวิตที่สำคัญกว่ามาก ที่หนึ่งและที่สุดตอนนี้คือเรื่องการเรียน อยากเรียนให้ดี อยากจบไวๆ ปีนี้เลยเป็นปีของการเรียนหนังสือและทำงานหาเงิน ก็เป็นปีที่หาเงินได้เยอะทีเดียว แต่ก็ใช้จ่ายเยอะมากเหมือนกัน สรุปว่าก็เลยเป็นปีที่ได้เดินทางกล้อมแกล้ม สิงห์บุรี พม่า อินเดีย กาญจนบุรี เชียงใหม่ Bloomington Indianapolis Fisher Taipei แม่ฮ่องสอน แต่เกินครึ่งก็ต้องไปเพราะหน้าที่การงานอยู่ดี
3.
ปีนี้ได้เจอคนใหม่ๆในชีวิตอีกเยอะมากๆ ต้นปีทำงานอยู่กับ Peace Corps ก็ได้รู้จักพี่ๆน้องๆเพื่อนร่วมงานที่น่ารักหลายคน ได้รู้จักอาสาสมัครคนอเมริกัน ที่เขามาเป็นนักเรียนเรา แต่เรากลับได้เรียนรู้จากเขาเยอะมาก โดยเฉพาะได้คิดว่าการใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่มีขอบเขตจำกัดนั้นไม่จำเป็นต้องจำกัดความสุขของเราไปด้วยสักหน่อย คราวนี้เราไปเรียนอเมริกาบ้าง ต้องเจอความหนาว ความคับข้องใจต่างๆ เราก็ชอบคิดถึงนักเรียนเราว่าเขาลำบากกว่าเราเขายังอยู่ได้ และอยู่อย่างมีเป้าหมาย มีแรงดาลใจ เราเองก็ต้องอยู่ได้เหมือนกัน... กลางปีเข้าเรียนที่อินเดียน่า เจอเพื่อนร่วมรุ่นและอาจารย์ที่น่ารักมากๆ ที่ได้มากที่สุดจากคนพวกนี้คือ passion แต่ละคนจัดเต็มครบเครื่อง ใครชอบอะไรก็ชอบจริงจัง รู้ลึกรู้จริง เพื่อนที่ชอบผ้าทอ ในบ้านก็มีกี่ทอผ้าเต็มไปหมด อาจารย์ที่ชอบเซรามิกส์ บ้านก็เต็มไปด้วยจานชาม เห็นแล้วทำให้ไฟลุกพรึ่บพรั่บ :) ได้เจอคนดีๆ รายล้อมด้วยคนเก่งๆ ก็รู้สึกขอบคุณชีวิตแล้ว (แต่คนที่แย่ๆก็มี มีเยอะด้วยปีนี้ คนที่มาหลอก มาโกง หรือเพื่อนร่วมงานที่ทำตัวเป็นขยะ เป็นมลพิษ ก็พยายามถอยห่าง ให้อภัย แผ่เมตตาให้ และอธิษฐานว่าเราอย่าได้มาเจอกันอีกเลย)
4.
เรื่องที่ดูไม่ใหญ่แต่จริงๆใหญ่มากสำหรับปีนี้อีกเรื่องคือ เพื่อนสนิททยอยมีแฟนกันไปเกือบหมด เพื่อนที่สนิทมากมาตั้งแต่มอต้นก็แต่งงานมีผัวแล้วหายหัวไปจากชีวิตเลย ซึ่งมันสร้างแรงกระเพื่อมให้ชีวิตเราได้จริงๆ เป็นปีแรกที่รู้สึกเหงา รู้สึกห่างเหินกับเพื่อนกว่าเดิมมาก และคิดว่านี่ใช่มั้ยชีวิตแบบผู้ใหญ่ ชีวิตที่ทุกคนเริ่มคิดเรื่องชีวิตคู่ การวางแผนครอบครัว และการจะไปเย้วๆเฮไหนเฮนั่นด้วยกันแบบวัยสาวมันกำลังจะหมดลงแล้ว
5.
เป็นปีที่ดูแลสุขภาพตัวเองน้อยมากๆ ไม่ได้ออกกำลังกายเลย ก็เลยโรคถามหา ซีสต์ผิวหนังบวมอีกแล้ว บวมเป่งใหญ่กว่าเดิม รักษาอยู่นานมากกว่าจะหายเพราะความงกและความกลัวไม่อยากไปผ่าตัด กินอาหารก็ไม่ดี ยิ่งครึ่งปีหลังเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยแล้วก็เรียนเลิกดึกเลิกทุ่มสองทุ่ม ยิ่งกินไม่เป็นเวลา ท้องผูกแทบตาย น้ำหนักนั้นอย่าถาม อ้วนที่สุดในชีวิตแล้วปีนี้ บางวันเครียดก็สอยไอติม ben&jerry มากินคนเดียวทั้งกระป๋อง 555 ขอโทษนะร่างกาย ปีนี้จะมีเวลาให้กันมากขึ้นนะ
6.
อ่านวรรณกรรมน้อยมาก และไม่ได้เขียนหนังสือเลย พอเริ่มเรียนกลางปีก็ต้องอ่านหนังสือเรียนเยอะมาก วิชาบังคับต้องอ่านอาทิตย์ละเล่ม พออ่านเยอะๆเข้าก็เอียน ไม่อยากอ่านอะไรอีกแล้วในโลกนี้ หนังสือดีๆที่ชอบปีนี้เลยเป็นหนังสือกึ่งๆวิชาการมากกว่า ห้าเล่มที่ชอบที่สุดในปีนี้: All Silver And No Brass, Pandemonium and Parade, Vernacular Architecture, With His Pistol in His Hand, Once Upon A Virus ส่วนเพื่อนที่ดีที่สุดคือ Netflix ขอบคุณสวรรค์ฉันรักซีรี่ส์ที่ไม่ต้องรอตอนต่อไป ดูมันทีก็ดูไปเลยทั้งซีซั่น :P ชอบ Stranger Things, Orange is the New Black, Alias Grace, Gypsy เรื่องหลังสุดนี่ทั้งรักทั้งเกลียด ความที่มันโคตรเรียล แล้วก็ตรงกับชีวิตจริงจนน่ากลัว ส่วนละครไทยก็ดูบ้าง ใจเริงเอย เจ้าน้อยสุขวงศ์ก็มา :P ความบันเทิงอีกอย่างคือการค้นพบ Soundcloud ชอบมาก มีอะไรให้ฟังเยอะมาก ไม่ว่าจะพ็อดแคสต์หรือเพลง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือการฟังตอนทำงาน part-time ที่ห้องสมุด เป็นช่วงเวลาที่ทั้งสุข สงบ แล้วก็บันเทิงด้วย :)
7.
เป็นปีที่กินอาหารนอกบ้านน้อยและทำอาหารกินเองบ่อยมาก ตอนเรียนโทที่ NC ก็ยังทำเรื่อยๆ แต่ไม่บ่อยเท่านี้ มาอยู่ที่ใหม่ทำเองวันละมื้อสองมื้อ ส่วนรสชาติอาหารยังไม่สามารถออกเรือนได้ แค่พอให้ตัวเองแหลกล่ายเท่านั้น
8.
ปีนี้เป็นปีที่สามแล้วที่ใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา แต่สำหรับเรามันเหมือนกับเป็นปีแรกของการต้องไปใช้ชีวิตเมืองนอกแบบตัวคนเดียวจริงๆ เป็นชีวิตแบบที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนด้วยตัวเอง ที่นี่เราไม่ได้มีกลุ่มเพื่อนคนไทยเป็นฝูงใหญ่แบบที่เราเคยมีที่ North Carolina ไม่ได้มีพี่ๆครอบครัวคนไทยใจดีที่จะคอยช่วยเหลืออะไรเหมือนเก่า ไม่ได้มีอาจารย์ที่ปรึกษาที่เรายึดเป็นสรณะ ที่คอยช่วยเหลือเราทุกอย่างเหมือนเดิมอีกแล้ว ทุกอย่างเราต้องขวนขวายด้วยตัวเอง พยายามด้วยตัวเอง ไปช็อปปิ้งซื้อของเอง ไปทำธุระต่างๆมากมายด้วยตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นอีกเยอะเลย และพบว่าต่อให้โหยหาใครแค่ไหน สุดท้ายเราก็ต้องเข้มแข็งเติบโตด้วยตัวเอง อยากไปวอลมาร์ทเหรอ ไม่มีรถบัสไปถึง เอาเงินฟาดหัวกดเรียกแท็กซี่ไปสิ อูเบอร์ก็ไม่ได้แพงอะไร วันไหนอากาศหนาวมากเลิกเรียนค่ำก็เรียกอูเบอร์กลับแม่ง โรงเรียนเตรียมอนุบาลของการอยู่เมืองนอกอย่างตอนอยู่ NC มันหมดไปแล้ว และนี่คือการเริ่มต้นบทเรียนชีวิตอย่างแท้จริง
9.
คำเตือนที่ 32 ใน ดอกไม้หนึ่งมิติ ของฟ้า พูลวรลักษณ์ เป็นตัวแทนบทเรียนชีวิตของเราในปีนี้ได้ดีที่สุด เขาเขียนว่า "หากเธอเดินหาหิ่งห้อยในทุ่งนา จงระวังงูที่มีดวงตาเหมือนหิ่งห้อย" ไม่รู้ว่าเพราะเราประมาทเกินไป หรือเพราะเราศรัทธาในตัวมนุษย์มากเกินไป หรือเพราะเราโง่เขลาเกินไป สุดท้ายจึงเป็นเรา ผู้ที่รัก ผู้ที่เชื่อ ผู้ที่หวังดีที่สุด ที่เป็นผู้ที่เจ็บที่สุดด้วยแบบนี้ บทเรียนปีนี้บอกเราว่าจงมีปัญญา เพราะเมื่อเรามีปัญญาแล้ว เราจะแยกแยะออกว่าอะไรคือหิ่งห้อย อะไรคืองูพิษ ใครคือคนที่ควรมอบความรักให้ ใครคือคนที่ควรถอยห่าง แต่เมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้นแล้วก็คงทำได้แค่ยอมรับ ยอมรับความโง่เขลา ยอมรับความผิดพลาด ยอมรับว่าในความเลวร้ายก็มีสิ่งดีๆหลงเหลือให้เก็บจำ คุณ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ เคยเขียนไว้ใน เถ้าอารมณ์ ว่าคนบางคนหวงแหนความรักฉาบฉวย เพราะรู้ว่าอายุของมันสั้น และในความสั้นนั้นเองที่เราได้เรียนรู้และรับอะไรบางอย่างเข้ามาไว้ในตัวเรา คนบางคนเข้ามาในชีวิตเพื่อสอนเราปลูกต้นไม้ คนบางคนสอนว่าจะปูผ้าปูที่นอนให้เรียบตึงได้อย่างไร ฯลฯ คนบางคนสอนเราในปีนี้ว่าความรักที่มีให้สัตว์นั้นก็น่ารักดี สอนเราว่าสีน้ำเงินนั้นสวยอย่างไร เพลงยุคเก่าที่เพราะๆเป็นแบบไหน หรือนิวยอร์กมีเสน่ห์ยังไงทั้งที่เราไม่เคยหลงรักเมืองเมืองนี้มาก่อน ทุกคนจึงเป็นครู ทุกคนสอน และทุกคนก็ควรค่าแก่การขอบคุณที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตเราในปีนี้ ขอบคุณนะ แม้ว่าคุณจะอยู่ หรือไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกแล้ว