สิบกว่าปีก่อน สมัยย้ายออกมาอยู่ด้วยตัวเองครั้งแรก
เพื่อนสนิทของฉันในวันนั้นถามฉันว่า ฉันกลัววันพรุ่งนี้ไหม
คำถามเช่นนั้น ในวัยเท่านั้น เบื้องหน้าตึกสูงและกรุงเทพฯยามค่ำคืน
ช่างเป็นคำถามที่แปลกประหลาด ดูผิดที่ผิดทางไปเสียหมด
แต่คำตอบของเพื่อนกลับแปลกยิ่งกว่า เมื่อมันบอกว่ามันกลัวพรุ่งนี้
เพราะยิ่งวันนี้มีความสุขมากเท่าไหร่ ก็กลัวว่าพรุ่งนี้จะไม่มีเหมือนเดิมแล้ว
ยิ่งเติบโตมา ฉันยิ่งเห็นพ้องกับคำตอบของเพื่อนมากขึ้น
ฉันไม่ค่อยวางใจในความสุขเท่าไหร่
ความรู้สึกที่ฉันมีต่อความสุข ไม่ต่างจากที่คุณวีรพร นิติประภารู้สึกต่อความรัก
ว่ามันเหมือนผ้าที่เราเก็บมาจากการตากแดดใหม่ๆ
มันทั้งหอม ทั้งอุ่น ทั้งนุ่มฟูอยู่ในอ้อมกอด
ทั้งยังมีกลิ่นแดดจางๆกรุ่นอยู่ในเนื้อผ้านั้น
ความสุขของฉันก็เป็นเช่นนั้น งดงาม เจิดจ้า อบอุ่น
แต่ชั่วเวลาที่เราจะได้สัมผัสผ้าอุ่นๆนั้นจะนานสักเท่าไหร่กัน
ชั่วนาที หรือเพียงแค่เสี้ยววินาทีกันแน่
ถึงแม้เราจะนำผ้าทั้งผืนมาห่มคลุมร่างกาย เพื่อหวังกอดเก็บความสุขนั้นเอาไว้
แต่ท้ายที่สุดแล้ว เพียงชั่วพริบตา มันก็สลายหายไปอยู่ดี
ชีวิตฉันช่วงนี้ ถึงจะมีเรื่องเครียดจากการเรียน แต่ก็ถือว่ามีความสุขมาก
มากจนอดถามตัวเองไม่ได้ว่า ความสุขเหล่านี้จะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน
ตอนที่ฉันต้องกลับไปอยู่ในนรกที่ชื่อว่าประเทศไทยหรือเปล่า
ตอนที่ฉันต้องกลับไปสู่ภาระหน้าที่ที่แบกรับไว้หรือเปล่า
หรือว่าตอนไหน
เมื่อผ่านความทุกข์ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน
เป็นเดือน เป็นปี ถูกมันโบยตีซ้ำๆด้วยเรื่องที่ไม่ซ้ำหน้า
เราก็แทบจะลืมไปแล้วว่า มีสิ่งที่เรียกว่าความสุขสำหรับเราอยู่เหมือนกัน
ฉันไม่วางใจความสุข แต่ขณะเดียวกันฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า
ความรู้สึกคลางแคลงใจในความสุขเช่นนี้
ทำให้ฉันไม่ได้รับความสุขเท่าที่ควรจะได้หรือเปล่า
ทำให้ฉันไม่กล้ารับสิ่งดีๆที่คนอื่นหยิบยื่นให้
หรือไม่กล้าให้สิ่งที่ดีกับตัวเองเท่าที่ควรหรือเปล่า
และมันจะดีกว่าหรือเปล่า ถ้าฉันจะเพียงแค่มีความสุขให้เต็มที่เท่าที่ควรจะทำได้
มันจะเป็นยังไงกันนะ ถ้าได้ใช้ชีวิตที่ไม่ต้องเคลือบแคลงสงสัย ตั้งคำถาม
หรือมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อนเพื่อที่จะไม่ต้องเจ็บตัวมากทีหลัง
เราไม่มีวันเก็บความอบอุ่นของผ้าตากแห้งใหม่ๆให้อยู่กับเราตลอดไปได้
แต่มันคงจะดีกว่า ถ้าในช่วงเวลาแสนพิเศษนั้น เราได้โอบกอดผ้านั้นอย่างมีความสุขจริงๆ
โดยไม่ต้องพะวงว่า อีกกี่นาทีกันนะ ที่ผ้าจะไม่อบอุ่นอีกต่อไป