ตลอดอายุสามสิบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะผ่านอะไรมามากแต่ไหน
เราไม่เคยคิดว่าเราจะต้องโตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ
จนกระทั่งวันนี้
วันที่รู้ว่าแม่ป่วย
วันที่รู้ว่าในวันที่คนที่เรารักอ่อนแอลง เราจะต้องเข้มแข็งขึ้นเพื่อดูแลเขา
รวมทั้งดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้เขาต้องเป็นห่วง
วันนี้เป็นวันที่สองแล้วที่เราไปโรงพยาบาลด้วยกัน
แม่ปวดท้องมานาน ลำไส้แปรปรวน ไม่อยากอาหาร
ในหกเดือนที่เราไม่ได้กลับบ้าน แม่น้ำหนักลดไป 8 กิโล
4 มิถุนา วันที่เรากลับบ้าน วันที่แม่มารับเราที่สนามบิน
ภาพแม่ที่เราเห็นทำให้เราตกใจ
แม่ผอมลงไปมาก ซูบซีด ดูห่อเหี่ยว
ไม่เหมือนแม่คนเดิมที่คล่องแคล่ว กินเก่ง พร้อมลุย
พลังกายพลังใจแม่ดูหดหาย
แม่พูดเสียงเบาลงมาก ดูแก่ขึ้นมากจนเราใจหาย
และแล้วแม่ก็ยอมไปตรวจร่างกาย
แล้วก็อย่างที่คาดคิด
มีหลายโรคต้องรักษา มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องจัดการหลังจากนี้
หนทางข้างหน้าจะเล็กน้อยหรือหนักหนาก็ยังไม่อาจรู้
สิ่งที่รู้ก็คือ
แม่เข้มแข็งมาก
แม่ไม่กังวลกับผลที่เราอ่านให้ฟังจากใบตรวจ
อาจจะกังวลบ้าง แต่อย่างน้อยก็ยังมีสติ อารมณ์ดี สุขภาพใจยังดี
อีกสิ่งที่รู้ก็คือ
เป็นเราเองนี่แหละที่เครียดและห่วงกังวล กังวลทุกอย่าง
กังวลว่าในวันที่เราต้องกลับไปเรียน แม่จะไปหาหมอกับใคร
เวลาเป็นอะไรเร่งด่วนจะทำยังไง
จะมีใครดูแลแม่ไหมในวันที่ลูกๆอยู่ไกลแบบนี้
อีกหนึ่งความรู้สึกคือความโกรธ
โกรธตัวเองที่มักจะคิดทำอะไรช้าไปเสมอ
โกรธตัวเองที่ยังจัดการอะไรได้ไม่ดีพอ
โกรธตัวเองที่เป็นที่พึ่งให้แม่ไม่ได้เต็มที่
ที่ผ่านมา ตั้งแต่ไปเรียนไกลบ้าน
เราพยายามเสมอที่จะกลับบ้านให้ได้ทุกเทอม หรืออย่างน้อยก็ทุกปี
พยายามจะกลับมาอยู่บ้านครั้งละนานๆ สองเดือน สามเดือน
เพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนพ่อแม่ มาช่วยให้บ้านมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเก่า
ญาติเคยถามว่า ทำไมเราติดพ่อแม่จัง ไปไหนก็ตามไปด้วย ไม่ไปหาเพื่อนหาฝูงเหรอ
ถ้าไม่ติดว่าเป็นญาติจะจับมาตบปาก
คุณรู้จักเราแค่ไหน คุณคิดว่าทั้งปีเรามีเวลาอยู่กับพ่อแม่เราทุกวันหรือ
เราเรียนต่างประเทศมาแล้วห้าปี เราได้กลับบ้านแค่ปีละครั้ง
เราอยากใช้เวลา ให้เวลากับครอบครัวมากที่สุด เราผิดหรือ
สำหรับคนอื่นเราไม่รู้
แต่สำหรับเราพ่อแม่คือคนที่สำคัญในชีวิต
เราอาจไม่ได้เข้าใจกันทุกเรื่อง เราอาจคิดเห็นต่างกันมากมาย
เราอาจจะมีโลกส่วนตัวที่ไม่อยากให้พ่อแม่เข้ามายุ่มย่าม
แต่เราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน และเขาเป็นคนที่เราอยากดูแล
เราจึงกลับบ้านเกือบทุกเทอม อยู่บ้านครั้งละนานๆ
ตั้งแต่ไปเรียนต่างประเทศแล้วกลับบ้าน เราแทบไม่ได้เข้ากรุงเทพไปเจอเพื่อน
เราเจอเพื่อนได้จำกัด คนที่เลือกเจอคือคนที่อยากเจอจริงๆ
ใครที่เริ่มห่างหายกันไป เราก็ปล่อยให้เวลาทำหน้าที่จัดวางความสัมพันธ์
เพราะคนที่สำคัญที่สุดของเราคือพ่อแม่
เพราะกลับบ้านแต่ละครั้ง เป้าหมายหลักของเราก็คือกลับมาหาพ่อแม่
อยากใช้เวลากับพวกเขาให้มากที่สุด
แต่คราวนี้เราไม่ได้กลับบ้านนานถึงหนึ่งปี
หนึ่งปีผ่านไป อะไรๆเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน
มากจนคนอยู่ไกลอย่างเราอดหวั่นไหวไม่ได้
แต่ก็นั่นเอง
ทุกสิ่งย่อมมีเวลาของมัน
ร่างกายก็มีเวลาของมัน
เราห้ามความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราฝึกใจเราได้
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้จึงเป็นการตั้งสติ อยู่กับปัจจุบัน แล้วค่อยๆแก้ปัญหากันต่อไป
เมื่อใจเราพร้อม ไม่ว่าจะมีอุปสรรคแค่ไหน
สุดท้ายเราก็คงจะประคับประคองจิตใจเราให้ผ่านมันไปได้เอง