คนรุ่นอายุสามสิบอย่างเรา ผ่านช่วงเวลาของการรัฐประหารมาแล้ว ๓ ครั้ง
ครั้งแรก ปี ๒๕๓๔ เราเด็กเกินกว่าจะจำความได้
ครั้งที่สองปี ๒๕๔๙ สมัยเรียนมัธยมปลาย ครั้งนั้นก็ยังไม่ค่อยประสีประสา จำได้เพียงอย่างเดียวว่าเพื่อนๆพากันส่ง SMS แจ้งข่าวกันว่ารัฐประหารแล้ว อาจจะระบบโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตล่ม
ครั้งที่สามปี ๒๕๕๗ ปีนั้นเริ่มรู้ความ แต่ก็ยังไม่ประสา รู้แต่เพียงว่า เกิดความวุ่นวายอีกแล้ว วนลูปซ้ำๆแบบนี้อีกแล้ว เมื่อไหร่ความน่าเบื่อหน่ายนี้มันจะจบจะสิ้น
ตลอดชีวิตนี้ ไม่เคยรู้สึกรู้สาเกี่ยวกับสังคมการเมืองเลย จนเมื่อมาเรียนสายวิชาที่เรียนอยู่นี้ วิชาที่ทำให้เรามองเห็นความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมต่างๆได้ชัดเจนขึ้น วิชาที่บอกเราว่าเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนย่อมเท่าเทียม สิทธิในการเลือกที่จะมีชีวิตอย่างไรใน "บ้าน" ของตัวเองก็ย่อมต้องเท่าเทียมด้วย เราเริ่มต้นศึกษาเรื่องราวของชนกลุ่มน้อย พยายามเข้าใจว่าต้นตอของปัญหาที่ทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นคนชายขอบคืออะไร และทำอย่างไรที่เราจะทำให้เสียงของคนเหล่านี้มีคนรับฟังมากขึ้น
ความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ทบทวียิ่งขึ้นเมื่อปีกว่าๆที่ผ่านมา และขยายขอบเขตไปไกลยิ่งกว่าความไม่เท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เมื่อเราได้รู้จักพรรคการเมืองหน้าใหม่อย่างพรรคอนาคตใหม่ การกำเนิดขึ้นของพรรคนี้ทำให้เราลืมตาขึ้นมาพบความจริงที่ว่า ตายละหว่า ระหว่างที่เราสงสารเห็นใจคนชายขอบนั้น ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างอย่างเราๆ หรือก็คือประชากรจำนวน ๙๙ เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทยนั้น ก็น่าสงสารไม่แพ้กันเลย
การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ และการกลับมาเล่นทวิตเตอร์ของเรา สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความรู้สึกทางสังคมการเมืองของเราอย่างมาก ตั้งแต่ตามธนาธรปิยบุตรในวันที่ชาวทวิตเตอร์เริ่มชิปเรือผี มาจนถึงวันที่พรรคโดนยุบเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่มีวันไหนที่รู้สึกผิดหวังเสียใจที่เลือกเดินทางนี้ เชื่อแบบนี้ สองสิ่งนี้ทำให้เราตระหนักว่าการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว และการถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพของคนไทยนั้นเกิดขึ้นมานานเกินไป เราไม่ควรจำทนอยู่ในสภาพเดิมอีกต่อไปแล้ว
สิ่งที่เราอยากจดจำไว้ อาทิ การเข้ามาของประยุทธ์ จันทร์โอชาและรัฐบาล ความเลวทรามและความกักขฬะของนายกรัฐมนตรีคนนี้และรัฐบาลชุดนี้, อัตราความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยที่พุ่งขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก, การเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อกังขา (การนับคะแนน เกณฑ์การตั้งพรรคการเมือง การยุบพรรคทษช. คะแนนเสียงจากสว.แต่งตั้ง), การตัดสินเรื่องถือหุ้นสื่อของธนาธร, การยุบพรรคอนาคตใหม่โดยใช้มาตรา ๖๖ โยงมายังมาตรา ๗๒ เพื่อเอาผิดในข้อหาให้กู้ยืมเงินเกินสิบล้าน ซึ่งไม่ควรมีผลถึงขั้นยุบพรรค, และล่าสุดสิ่งที่พรรณิการ์พูดเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ฯลฯ แต่ในความคับแค้นใจเหล่านี้ ก็ยังมีสิ่งดีๆเกิดขึ้น เมื่อเราเริ่มเห็นพลังของคนรุ่นใหม่ พลังของนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆออกมาเรียกร้องความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ คุณทำได้แล้ว ธนาธร คุณทำให้คนอย่างเราหันมาสนใจการเมือง ทำให้เด็กรุ่นใหม่รู้จักสิทธิของตัวเอง ถึงแม้สิ่งเหล่านี้จะทำให้ให้ผู้ใหญ่ที่เป็นคนรุ่นพ่อแม่ของเราไม่สบายใจนัก
ผู้ใหญ่มักมองว่าเด็กวัยรุ่นมาจนถึงเด็กเจนวายอย่างพวกเราไม่มีสมอง ถูกชักจูงโดยธนาธรที่หลอกล่อเราได้แบบที่ไอดอลเกาหลีหลอกล่อแฟนคลับ หรือหากเด็กคนไหนฉลาดเฉลียวเกินกว่าจะใช้ข้ออ้างไม่มีสมองให้ได้ อย่างเนติวิทย์ หรือไผ่ดาวดิน หรือล่าสุดที่เกิดขึ้นกับนิรนาม วาทกรรมชังชาติก็จะถูกหยิบขึ้นมาใช้ พร้อมกับคำกล่าวอ้างที่ว่า เสียดายจังนะที่เรียนมหาลัยดีๆ คิดได้แค่นี้หรือ
เด็กวัยรุ่นและวัยกลางคนจึงกลายเป็นเหยื่อ เป็นตัวแทนของความไม่ประสีประสา เป็นข้ออ้างที่ผู้ใหญ่ใช้บอกตัวเองว่า ในเมื่อประชากรเหล่านี้ความคิดยังไม่ดีมากพอ เราจึงมีสิทธิ์ที่จะเลือกให้ เราเลือกความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติให้ เราเลือกรัฐบาลที่ปกครองโดยทหารให้ ฯลฯ ความคิดที่ว่าความคิดของตัวเองเหนือกว่าของคนอื่นนี้เอง ที่สร้างปัญหา เมื่อเราเชื่อว่าเราฉลาดเหนือคนอื่น เราจึงมีข้ออ้างที่จะเลือกสิ่งต่างๆเพื่อคนอื่น โดยที่เราไม่รู้สึกผิดเลย
เผด็จการในคราบประชาธิปไตยก็เป็นเช่นนี้ เป็นคนที่พร่ำบอกตัวเองและคนอื่นว่า เพราะเราฉลาดกว่า เราจึงมีสิทธิ์คิดและตัดสินใจเพื่อคนทั้งหมดมากกว่า ส่วนคนที่ฉลาดน้อยกว่า (เด็ก คนจน คนการศึกษาน้อย) ก็ควรจะก้มหน้ายอมรับสิ่งที่เราเลือกให้ เพราะฉลาดน้อย
แต่นี่คือวิถีประชาธิปไตยหรือ ประชาธิปไตย หนึ่งเสียงของชาวไร่ชาวนา มีค่าไม่เท่ากับหนึ่งเสียงของนายทหารชั้นผู้ใหญ่หรือ คนบางกลุ่มจึงมีสิทธิ์มีเสียงมากกว่า มีอำนาจที่จะชี้เป็นชี้ตายอนาคตประเทศไทยอย่างไรก็ได้ นี่คือวิถีประชาธิปไตยหรือ
ถ้าหากอ้างว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะเรามีคนโง่มากมายเหลือเกิน ที่อาจจะโง่หลงเชื่อคนอย่างทักษิณ ธนาธร เราจะทนเรียกตัวเองว่าประเทศประชาธิปไตยทำไม เราเปลี่ยนประเทศเป็นสังคมนิยม หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเลยไม่ดีกว่าหรือ
Ben Anderson เขียนบทความเกี่ยวกับการเมืองไทยไว้ในปี ๒๕๒๐ หลังการเกิดขึ้นของ ๖ ตุลาหนึ่งปี ๔๓ ปีผ่านไป สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นยังคงร่วมสมัยจนถึงปัจจุบัน การเมืองไทยถูกผูกไว้กับอุดมการณ์สามสถาบันที่อยู่ในธงชาติไทย และสิ่งที่น่าเศร้าก็คือ คนที่จะคอยปกป้องรักษาเส้าทั้งสามไว้ไม่ให้คลอนแคลนไม่ใช่ชนชั้นสูงเหล่านั้น หากแต่เป็นชนชั้นกลางที่เลื่อมใสศรัทธาจนยอมตายถวายหัวให้ชาติ ในขณะที่ตัวเองก็กำลังจะล้มตายลงเพราะความเจ็บและความจน
คุยกับผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนที่อนาคตใหม่ถูกตัดสินยุบพรรค ท่านวิเคราะห์ไว้ว่า ชนชั้นกลางที่ยังยอมปิดหูปิดตาและเชื่อในระบบรัฐนั้น อาจเกิดจากเหุตผลเหล่านี้
๑. ความเกลียดชังทักษิณ ที่ทำยังไงก็ไม่มีวันจางหาย มันคือความเกลียดที่ฝังรากลึก และเป็นความเกลียดที่ผสานความกลัว กลัวทุนนิยมสามานย์ กลัวอเมริกา กลัวประเทศกลายเป็นเมืองขึ้นและเราจะต้องกลายเป็นขี้ข้าฝรั่ง จนทำให้ยอมปิดหูปิดตาและยอมหยวนให้เมื่อรัฐบาลทหารจะขอโกงกินบ้าง จนทำให้ยอมรักคนที่เคยเกลียด เพียงเพราะเขาไล่ทักษิณให้เราได้ ทักษิณโดยนัยนี้จึงกลายเป็นปีศาจ ที่หลอกหลอนให้คนกลัวจนยอมศิโรราบให้ใครก็ตามที่สัญญาว่าจะทำลายทักษิณ
๒. เครือข่าย "คนดี" ที่แวดล้อมอยู่เป็นระบบอุปถัมภ์ เป็นพันธมิตรที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ยึดโยงกันอยู่ด้วยวาทกรรมของความดี... ความรู้สึกว่าเราเป็นคนดีและเขาเป็นคนเลวนี้เอง ที่แบ่งแยกความเป็นเราและความเป็นเขาอย่างชัดเจน เราเป็นคนดี คนที่อยู่สูง ส่วนเขาเป็นคนเลว คนที่อยู่ต่ำกว่า เขาจึงเป็น "คนอื่น" และเพราะเป็นคนอื่น จึงสมควรถูกขับไล่ออกไปจากรัฐชาติอันสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์นี้ วาทกรรม "ถ้าไม่พอใจก็ออกจากประเทศไทยไป" ยังยังคงใช้ได้เสมอมา
๓. ชาวบ้านสำหรับคนเหล่านี้ ไม่ใช่ภาพฝันที่สวยงามอีกต่อไป ชาวบ้านในชีวิตจริงประกอบไปด้วยชาวบ้านชั้นเลว การศึกษาต่ำ ความรู้น้อย ไม่มีจิตสาธารณะ เผาป่า ขี้เกียจและคอยแต่จะหวังได้รัฐสวัสดิการแบบในยุคทักษิณ ฯลฯ การต่อสู้เพื่อชาวบ้านจึงเป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลและเป็นไปไม่ได้ เพราะเราต่างอยู่กันคนละโลก
๔. พุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่สอนให้เรารู้จักปล่อยวาง สอนให้เรารับมือกับปัญหาแบบโอนอ่อนผ่อนตาม ที่สอนให้เราไม่ทะเยอทะยาน ให้ละเสียซึ่งความอยากได้อยากมี เราจึงมีแนวโน้มที่จะยอมจำนนได้ง่าย และถูกกดขี่ได้ง่าย เทียบกับศาสนาอื่นที่ไม่ได้สอนให้เราปล่อยวางและละกิเลสเช่นศาสนาพุทธ คำสอนเหล่านี้ เราเองในฐานะคนที่นิยามตัวเองว่าเป็นคนพุทธก็ยังคิดว่าเป็นเรื่องดี คิดว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นในการหลุดพ้น เป็นสิ่งที่ผู้แสวงหานิพพานพึงมี แต่เมื่อมันถูกผสมผสานเข้ากับบุคลิกของคนในชาติ มันจึงทำให้คนไทยเป็นคนอ่อนและยอมคนโดยพื้นฐาน เรายอมรับสิ่งต่างๆได้ง่าย เราใช้ชีวิตแบบจำยอมได้ง่าย และทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีลักษณะแบบทุกวันนี้
ฯลฯ
ตั้งแต่มีอายุมาสามสิบปี ไม่เคยมีช่วงไหนของชีวิตที่เรารู้สึกคับแค้นใจเท่านี้ คับแค้นใจที่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ในประเทศไทย เราจึงก่นด่า หวังว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่คนอีกกลุ่มกลับเห็นว่านี่คือมุมมองของคนชังชาติ คุณจะเรียกเราว่าคนชังชาติได้หรือ ในเมื่อสิ่งต่างๆที่เราพูดและทำไป ก็เพียงเพราะเราหวังจะเห็นประเทศของเราดีขึ้น
อุดมการณ์ทางการเมืองก็เป็นเช่นนี้ โดยเนื้อแท้แล้วเราทุกคนต่างหวังดีต่อประเทศ เราขัดแย้งเพราะเราคิดว่าหนทางของเราเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ เราจึงแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเพื่อโจมตีฝ่ายที่เห็นต่าง โดยลืมไปว่าที่จริงแล้วคนอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อชาติ หากแต่มีความเชื่อว่าชาติจะดีได้ด้วยวิธีการที่เขาเชื่อ เราจึงถกเถียงกัน เกลียดชังกัน โดยมีรัฐที่ยืนอยู่บนยอดพีระมิดกำลังนอนกระดิกตีนและหัวเราะเยาะให้กับการเสียเลือดเสียเนื้อของพวกเรากันเอง พวกเราที่มีจำนวน ๙๙ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทย พวกเราที่จ่ายภาษีให้กระทรวงกลาโหมเอาไปซื้ออาวุธอย่างเกินจำเป็น พวกเราที่รายได้ทั้งปีรวมกันน้อยกว่าเจ้าสัวซีพี พวกเราที่มีชื่อว่าประชาชนไทย