ได้ไปร่วมฟังงานประชุมนานาชาติเกี่ยวกับไทยศึกษาครั้งที่ 13 ที่หอประชุมนานาชาติเชียงใหม่มา จุดประสงค์หลักในครั้งนี้ เพราะอยากไปดูว่า young scholars ใน field ของเรานั้น เขามีวิธีการพรีเซ้นต์งานกันยังไง แต่ละคนมีสไตล์แบบไหน เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดของวงวิชาการ Thai studies ตอนนี้ ไปมาสามวัน ก็มีข้อคิดส่วนตัว ดังนี้
1. นักวิชาการหลายคนเก่ง เขียนเก่ง แต่พูดไม่เก่งเลยเหวย เห็นเลยว่าข้อจำกัดทางด้านภาษาทำให้สื่อสารได้ไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นภาษาอังกฤษดีมีชัยไปกว่าครึ่ง สมัยนี้ภาษาดีถือเป็นอาภรณ์อย่างหนึ่งของนักวิชาการเลย
2. นักวิชาการบางคนพูดอังกฤษไม่เก่งเลย ความสามารถระดับมัธยมปลาย แต่สามารถพรีเซ็นต์งานให้น่าสนใจมากๆได้ด้วยวิธีการพูดและความมั่นใจ มันต้องอย่างนี้สิ พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ เชื่อมั่นในตัวเองและสิ่งที่ทำ พรีเซ้นต์มันด้วย Thai accent นี่แหละ ถึงไม่ได้มีคำสวยๆแบบใครเขา แต่ก็ทำให้คนทั้งห้องที่ง่วงๆหันมาสนใจได้
3. หัวข้อบางหัวข้อน่าสนใจ แต่ทำไมพูดซ้ำทุกงาน ทุกปีเลย ตั้งหัวข้อแกรนด์มาก อ้าวไปฟังทำไมเหมือนที่เคยเรียนตอนป.ตรีเลย แฮ่ บางทีก็อยากฟังอะไรใหม่ๆจากเขาบ้าง
4. หัวข้อที่ดูน่าสนใจ ไม่ดึงดูดคนเท่าคนพูดหรือคนวิจารณ์ panel ไหนมีตัวท็อปๆ ห้องนั้นคนเต็ม เก้าอี้แทบไม่มีเหลือ ขณะที่หัวข้ออื่นๆถึงจะดูน่าสนใจแค่ไหน แต่ถ้าคนพรีเซ็นต์เป็นบุคคลโนเนม เช่นเหล่านักศึกษาปริญญาเอกที่ยังทำงานอยู่ ห้องก็มีสิทธิ์โหรงเหรงได้มากเลย
5. สไลด์ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะฉะนั้นการใช้เวลาตกแต่งสไลด์ให้สวยงามน่าสนใจ ใส่เนื้อหาน้อยๆแต่ดึงดูดนั่นน่ะถูกแล้ว มีมีเดียอะไรเก๋ๆก็ยัดลงไปได้ไม่ผิดอะไร อย่ากลัวว่าเป็นงานวิชาการแล้วต้อง text only มาเป็นพรืด เห็นหลายคนยัดเปเปอร์ตัวเองลงไปทั้งพารากราฟก็อ่อนใจแทน ใครจะไปอ่านทันนะ
6. คนญี่ปุ่นมาสนใจเรื่องชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยกันเยอะมากๆ ม้ง กะเหรี่ยงคือความป๊อบปูล่าร์
7. มาคราวนี้ได้ไปฟังอาจารย์ทานาเบ (Shigeharu Tanabe) กับอาจารย์ Yoko Hayami ก็ถือว่าโอเคแล้ว เป็นอาจารย์ชาวญี่ปุ่นสองคนที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีจังเลย 555
8. ห้องล้านนาเปิดโลกของเรามาก ไม่ได้เปิดเฉพาะในแง่ความรู้ใหม่ๆที่เรายังไม่เคยรู้ (เช่นเรื่อง เมืองน้อย เมืองที่กษัตริย์ล้านนาในอดีตใช้เอาไว้เนรเทศนักโทษการเมือง น่าสนใจมาก) แต่ยังเปิดในแง่ที่ทำให้เราได้เห็นภาพรวมว่าในวงนี้เป็นยังไง มีใครเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ และแต่ละคนสไตล์ไหน อะไรยังไง ทำให้เรากลับมาคิดนั่นแหละว่าเราจะเดินมาทางนี้ดีไหม/ได้ไหม เพราะเอาจริงๆก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องคนก็สำคัญ
9. ค่าของคนอยู่ที่พวกของใคร ถ้าคุณรู้จักคนเยอะ ผู้ใหญ่รัก คุณมีสิทธิ์เติบโตในวงการรวดเร็วกว่าคนที่เอาแต่ทำงานไม่สนใจคอนเน็คชั่นมากๆ ผู้ใหญ่ช่วยคุณได้หลายอย่าง ดันงานคุณได้ เลือกคุณเข้ามาอยู่ในพาแนลได้ อวยงานคุณได้ ฯลฯ แม้ว่าบางครั้งงานคุณจะไม่ได้โดดเด่นอะไรก็ตาม
10. งานวิจัยด้านไทยศึกษานี่ยังมีช่องว่าง มีอะไรให้เล่นให้ศึกษาอีกเยอะเลย คนไทยเราถ้ามาทำตรงนี้ก็น่าจะต่อยอดอะไรไปได้เยอะมากๆเพราะเรามีฐานความรู้ความเข้าใจในความเป็นไทยเป็นทุนอยู่แล้ว ขนาดฝรั่งเองยังมาศึกษาเรื่องบ้านเรากันเยอะจริงๆ บางคนศึกษาเรื่องนกหัสดีลิงค์ บางคนทำเรื่องผีต้นไม้ภาคใต้ อะไรอย่างนี้
11. ได้กลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่าเรื่องที่เคยทำทีสิสตอนป.โทยังเป็นสิ่งที่เราอยากสานต่อไหม เออ สุดท้ายเราก็ยังไม่เบื่อ ยังมีความสนใจใคร่รู้ที่จะเข้าไปนั่งฟังคนโน้นคนนี้พูดเรื่องชนกลุ่มน้อย, memory, history, identity เออเหวย สุดท้ายก็ยังอยากใช้ approaches ของ oral history เป็นหลักในการทำงานต่อไปในภายภาคหน้า
12. ได้แรงกระตุ้นว่าเออ เราต้องเริ่มจริงจังได้แล้ว เป็นนักเรียนป.เอกคงต้องขยันมากขึ้นอีกหลายเท่า จะมาห่วงเล่นเท่าเมื่อก่อนคงไม่ได้ (ฮือ)