หลังจากปล่อยให้ก้อนซีสที่คอผุดขึ้นมานานถึงสามปี
วันนี้ก็ได้เวลาชำระสะสาง
จะว่าสามปีก็ไม่ถูก เพราะจริงๆแล้วมันเคยบวมขึ้นมาเป็นเม็ดเล็กๆตั้งแต่สมัยเรียนปีสี่ นับเวลาดูก็ 9 ปีเข้าไปแล้วสำหรับเจ้าซีสตรงนี้ ครั้งแรกบวมเป่งขึ้นมาเป็นเม็ดเล็กๆ กินยาแก้อักเสบแป๊บเดียวก็ยุบ ไปหาหมอ ตอนนั้นหมอบอกว่ารอให้มันบวมกว่านี้ก่อนค่อยมาผ่า ก็เลยลืมๆมันไป
จากคราวนั้นมันก็หายไปนานจนเราคิดว่ามันคงไม่มีเชื้อไม่มีตุ่มอะไรหลงเหลืออยู่แล้ว จนเราเรียนจบ ทำงานสองที่ ก็ไม่มีวี่แวว จนเมื่อสามปีที่แล้ว ตอนเรียนโทอยู่ที่ UNC ปี 2015 นั่นแหละ ที่ซีสบวมขึ้นมาช่วงเดือนกันยา-ตุลา บวมจนเราตกใจ เพราะคราวแรกที่เป็นมันเล็กเหมือนแค่สิวหัวช้างอักเสบเท่านั้นเอง แต่คราวนี้บวมเป็นนิ้ว ให้พี่ๆหมอดู พี่ๆก็บอกว่าแผลผ่าตรงนี้ไม่ยาก พี่ผ่าให้ก็ได้ แต่ผ่าแล้วน่าจะเป็นแผลเป็นใหญ่เหมือนกัน ด้วยความกลัวทั้งการผ่าตัดกลัวทั้งคอแหว่ง ก็เลยไม่ยอมเอาออก พี่เอายา dicloxacilin มาให้กินประทัง ผ่านไปเดือนกว่ามันก็หายจนยุบไปเลย จริงๆก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไรและหายเพราะอะไร รู้แต่ว่าเทอมนั้นเป็นเทอมที่ชีวิตแย่มาก เครียดมาก เตรียมสอบ proposal ไปด้วย เรียนไปด้วย ป่วยด้วย ตอนนั้นก็เลยแสนจะหดหู่ซึมเศร้า ยิ่งซีสบวมก็ยิ่งนอนซมมองเพดาน ไม่ยอมไปเรียน แต่ก็ไม่ยอมไปหาหมอ อยู่ไปแบบนั้น แต่พอสอบ proposal ผ่าน และไปถอนวิขาที่ทรมานมากๆออก ซีสก็ยุบจนหายไปเองซะงั้น หรือว่าความเครียดนี่ทำให้ป่วยได้จริงๆอย่างเขาว่ากันนะ
แล้วมันก็หายไปอีก ตลอดช่วงเวลาปีสองและตลอดหนึ่งปีที่กลับมาอยู่บ้าน จนพอไปเรียนป.เอกเทอมแรกที่ IU เท่านั้นแหละ ที่มันก็กลับมาถามหา แล้วก็เป็นตอนช่วงเดือนกันยาถึงตุลาอีกแล้ว (ปี 2017) เป็นการเป็นซีสที่เดิมเป็นครั้งที่สามในชีวิต เจ้าซีสครั้งนี้เราเริ่มคุ้นเคยกับมันแล้ว เราเริ่มรู้แล้วว่าเราต้องปฏิบัติต่อมันยังไง เรากินยาแก้อักเสบที่ผิวหนังที่เตรียมมา เรารู้วิธีลุกนั่งที่จะไม่ทำให้มันเจ็บ เราแปะปลาสเตอร์ยาได้เก่งขึ้น พันแผลได้แนบเนียนขึ้น และไม่เคยขาดเรียนสักครั้ง จนกินยาหมดไปสามแผงแล้วนั่นแหละ ที่มันเริ่มอักเสบจนแตก มีหัวเปิดออกมา มีน้ำเหลืองไหลออกมาเล็กน้อยพองาม -.-" แล้วมันก็ยุบ แต่คราวนี้มันแปลกที่มันไม่ยุบจนไม่เหลือซากแบบทุกครั้ง แต่ยังมีตุ่มนูนๆเล็กๆเหลือเป็นร่องรอยทิ้งไว้ แถมยังแถมแผลเป็นตรงที่เป็นหัวไว้ให้ดูต่างหน้าอีก (T.T)
เท่าที่อ่านมา สาเหตุของซีสมีหลายอย่าง ทั้งกินของทอดของมันเกินไปจนมันเป็นก้อนไขมันไปอุดตันสะสม ทั้งเพราะความเครียด ทั้งเพราะโดนแดดจัดบ่อยครั้ง เออว่ะ มานั่งคิดดูแล้ว ไม่ว่าจะเพราะข้อไหนมันก็ตรงกับเราหมด เทอมนี้เป็นเทอมแรกของมหาลัยใหม่ ของการเรียนป.เอก ถึงเราจะทำทีว่าจัดการมันได้ แต่เราก็เครียดมากๆ เครียดมากเราก็กินมาก กินไม่เลือก ส่วนบลูมิงตันหน้าร้อนนั้นก็ร้อนไม่บันยะบันยัง ร้อนเหมือนเมืองไทย แต่ด้วยความเป็นพื้นที่ราบ มันไม่มีอะไรกำบังแดดเลย ส่วนครีมกันแดดนั้นคืออะไรไม่เคยรู้จัก เอาเป็นว่าด้วยวิถีชีวิตเรานั้น ไม่ว่าจะด้านไหนๆก็เสี่ยงที่จะเป็นซีสผิวหนังแบบนี้ทั้งนั้น
คราวนี้กลับบ้านมา ก็เลยจัดการเผด็จศึกมันด้วยการไปหาหมอ คุณหมอที่ไปหาเป็นหมอผ่าตัดมือหนึ่งของจังหวัด ก็เลยค่อนข้างมั่นใจ ไปหาหมอเพื่อขอคำปรึกษาเมื่อวาน หมอจับๆดูบอกว่ามันอักเสบ บอกหมอว่ามันเคยอักเสบแล้วนะคะ แต่หมอก็ยังยืนยันว่านี่มันก็อักเสบ หมอก็เลยสั่งผ่าเลยวันต่อมา ซึ่งก็คือวันนี้...
ชีวิตคนห่างโรงพยาบาลอย่างเรา พอได้มาโรงพยาบาลทีก็อดกลัวไปล่วงหน้าไม่ได้ ก็แหม ทั้งการต่อคิวรอคอยอันยาวนาน ทั้งการเบียดเสียดคนเยอะๆ แล้วที่สุดของที่สุดก็คือการโดนจับผ่านี่แหละ ถึงหมอจะบอกว่าเป็นแค่การผ่าตัดเล็ก แต่มันก็อดเสียววาบไปก่อนไม่ได้
เช้านี้ไปถึงตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง เริ่มด้วยการคัดกรองโรค ลงทะเบียนประวัติผู้ป่วยใหม่ แล้วก็ไปทำบัตรทองเพราะเป็นชาวบ้านธรรมดาผู้ไม่มีสิทธิ์เบิกหรือประกันสังคมใดๆทั้งสิ้น จนเก้าโมงก็ได้ขึ้นไปรอหมอที่ห้องผ่าตัดเล็ก รออยู่ชั่วโมงครึ่งพยาบาลถึงได้มาเรียกให้เข้าไปผ่า นาทีนั้นเริ่มมือไม้สั่น กลัวหมอ กลัวมีด กลัวการฉีดยาชา 555
ไปถึงพี่พยาบาลก็บอกให้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นผ้าถุงโรงพยาบาล จับขึ้นนอนบนเตียง นาทีนั้นก็ตุ้มๆต่อมๆแต่ก็รู้สึกดี เพราะเมื่อกี้รอหมออยู่ข้างนอกที่ไม่มีแอร์นานมาก แถมยืนรอเพราะไม่มีที่นั่ง พอได้มานอนรอในแอร์เย็นๆก็เคลิ้ม จนเมื่อหมอมานั่นแหละก็เริ่มกลับมากลัวนิดๆ แถมหมอก็ไม่ได้มาคนเดียว พอน้องนักเรียนแพทย์สาวสองคนมาด้วย
สรุปว่าวันนี้หมอไม่ได้แค่มาผ่าเรา แต่มาเอาเราเป็นเคสสอนนักเรียนแพทย์ T.T การผ่าตัดที่น่าจะกินเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเลยยืดกลายเป็นหนึ่งชั่วโมง
หมอเริ่มต้นด้วยการอธิบายเคสให้นักศึกษา บอกว่านี่นะมันอักเสบตรงนี้เห็นมั้ย มันเป็นหนองตรงนี้เห็น fat ตรงนี้มั้ย เห็น cyst wall ตรงนี้ป่าว เห็นมั้ยว่าตรงนี้มันเป็นพังผืด sebaceous cyst มันจะเป็นแบบนี้ ชี้ๆเสร็จหมอบีบให้เด็กดูแรงมาก โอโหหห ที่กลัวฉีดยาชามาทั้งวัน สรุปอีตรงนี้แหละเจ็บสุด อีตรงที่หมอบีบตุ่มนี่แหละ เจ็บจนน้ำตาจะไหล คือถ้าหมอจะบีบแรงขนาดนี้ หมอบีบให้มันหลุดแตกออกมาเลยดีมะ!? -.- หมอคลำๆดูแล้วบอกเราว่าจริงๆมันไม่ได้มีแค่ก้อนเดียวนะแต่ว่ามีสองก้อน "ผ่าสองเลยเนาะ" หมอบอก แล้วหมอก็สอนน้องฉีดยาชา เริ่มด้วย "ฉีดแบบนี้นะ อย่างงี้ๆ" "ไม่ใช่สิแบบนี้ๆ""ถือเข็มเอียงๆหน่อย ไม่ใช่ๆ เอออย่างนั้นๆ" แล้วหมอก็ให้น้องหัดทำ โอย หมอขาาาาา หมอจะรู้มั้ยว่าห้องเรียนของหมอวันนี้มันทำให้หนูเสียวแว๊บๆ นี่หนูต้องมาเป็นหนูทดลองการฉีดยาชาให้เด็กไม่เคยฉีด ทั้งที่สิ่งที่หนูกลัวที่สุดคือเข็มยาชานี่แหละอะเหรอ โน้วว
สักพักยาชาออกฤทธิ์ หมอเริ่มผ่า ก็เริ่มบทเรียนต่อบอกว่า นี่เราจะผ่าตรงนี้ อย่างนี้ๆ อื้อหือ ภาพมาเต็ม คือแค่จินตนาการเองก็กลัวอยู่แล้ว นี่หมอมาซ้ำภาพในจินตนาการของหนู ถ้ายืนอยู่หนูคงเข่าทรุด! พอหมอเรียกน้องมาดู น้องก็มามุงใกล้ๆ แล้วเอามือมาจับเอวและสะโพกพี่ไว้ อหหหหหหหห นุ้งงงง พี่จั๊กกะจี้ นาทีนั้นปวดยาชาก็ปวด อยากระเบิดหัวเราะก็อยาก ก็ต้องกลั้นใจบอกว่า คุณหมอด้านซ้ายเอามือออกได้มั้ยคะ มันจั๊กกะจี้ โว้ย 55555 คุณน้องนักศึกษาแพทย์เลยสะดุ้ง พร้อมขอโทษขอโพยแล้วเอามือออกไป แต่สักพักน้องด้านขวาก็เอามือมาจับสะโพกพี่อีกแล้ว นี่มันอะไรกันนน
แล้วคุณหมอก็สอนต่อภาคปฏิบัติ เริ่มด้วยการ "เราจะตัดตรงนี้ก่อน" "เราจะกรีดเปิดหนังก่อนเราถึงจะเลาะออกได้" "เห็นมั้ยว่ามันมีสองก้อน เราจะค่อยๆเลาะแบบนี้" "เอ้าไหนลองตัดซิ" "อย่าจับกรรไกรแบบนั้นสิ จับแบบนี้ไปจับกรรไกรตัดผ้าที่บ้านเถอะ" พรวดดดด ในความกลัวนั้นฉันแทบพุ่ง มันทั้งเสียวทั้งขำ อยากจะหัวเราะแต่ก็กลัวว่ามีดหมอจะแทงคอหอย ก็เลยต้องสะกดกลั้นไว้ รอทุกคนมะรุมมะตุ้มแผลเสร็จก็เย็บแผลได้ หมอก็สอนน้องอีกแล้ว แล้วก็ให้น้องลองเย็บแผลให้เรา น้องมือใหม่ก็ดึงด้ายแรงจนหัวพี่แทบจะชูขึ้นบนอากาศ โอย จะบันเทิงไปไหนคะ ก็งมกันอยู่อย่างนั้นตั้งแต่สิบครึ่ง จนสิบเอ็ดครึ่งก็เสร็จ
พอเสร็จหมอบอกว่า "หมอใช้ไหมละลายให้น้องนะน้องจะได้แผลสวยๆ แต่ไหมละลายนี่ถ้ามันอักเสบก็ช่วยไม่ได้นะน้องนะ" (อ้าว หมอ) "แล้วถ้ามันอักเสบหนูต้องทำไงคะ" ถามไป "อักเสบก็อักเสบสิจะทำยังไง ก็กินยาแก้อักเสบไป" (อ้าว รอบที่สอง) ก็เลยผ่าเสร็จด้วยความงงๆแบบนี้
ขอหมอดูซีส เสร็จแล้วลุกจากเตียงแล้วพี่พยาบาลก็เลยพาไปดู โอโห นี่คือความตกใจขั้นสุด เพราะที่เราคิดไว้ว่าซีสมันแค่เล็กๆ ไม่เกินหนึ่งเซนติเมตรนั้น มันกลับรูปร่างยาวรี และความยาวของมันก็คือครึ่งนิ้วก้อย หรือยาวประมาณหนึ่งนิ้วได้เลย ตกใจมาก แล้วที่ตกใจมากกว่านั้นคือมันมีสองก้อนติดกัน คิดว่าหมอคงเลาะมันออกมาแบบติดกันเลย มันเลยเหมือนก้อนเนื้อรูปหัวใจที่ขั้วข้างหนึ่งยาวมากๆ(หนึ่งนิ้ว)ส่วนอีกขั้วยาวราวๆสองเซนติเมตร เห็นแล้วช็อค ที่คลำๆดูไม่รู้เลยว่ายาวขนาดนี้ แล้วไม่รู้ด้วยว่าจะมีสองก้อน เห็นแล้วก็ตกใจ รีบวางขวดใส่ซีสคืนให้คุณพยาบาลพร้อมออกมาเอาใบจ่ายตังค์
ถามพี่พยาบาลว่า หนูเพิ่งทำบัตรทองวันนี้จะใช้สิทธิ์ได้เลยมั้ย พี่คนแรกบอกว่าได้ พี่คนที่สองบอกว่าไม่แน่ แต่ "ยังไงก็ไม่เกินห้าร้อยบาทหรอกหนู" โอเค ใจชื้น รีบลงมาจ่ายตังค์ข้างล่าง ยื่นใบเสร็จให้พี่พนักงาน พี่พิมพ์ๆข้อมูลแล้วถามมาว่า "ไม่มียาใช่มั้ยจ๊ะ" "ค่ะ" "สามสิบบาทค่ะ"
...สามสิบบาทค่ะ...
อื้อหือ การผ่าตัดอันยาวนานร่วมชั่วโมง ตัดก้อนซีสออกไปสองก้อนใหญ่ๆ แถมได้เป็นเคสศึกษา(จำเป็น)ให้น้องหมออีกสองคน ในราคาสามสิบบาท! นาทีนั้นรู้สึกตื้นตัน อยากขอบคุณโรงพยาบาล ขอบคุณหมอ ขอบคุณพี่พยาบาล รวมทั้งเจ้าหน้าที่จิตอาสาในโรงพยาบาลที่มาช่วยกันเต็มไปหมด (เจอเพื่อนสนิทของป้าด้วย คุณป้าอายุเจ็ดสิบแล้ว ก็มาเป็นอาสาสมัคร ช่วยบริการคนไข้ที่แผนกต่างๆ ทีมนี้มีกันหลายคน มองดูแล้วคุณลุงคุณป้าทั้งนั้น น่ารักมากๆ) เห็นแล้วซาบซึ้ง เห็นแล้วรู้สึกว่ายังมีความหวัง รู้ว่าบ้านเรายังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อีกเยอะมาก โรงพยาบาลก็ไม่พอ หมอก็ไม่พอ เตียงก็ไม่พอ แต่ที่เป็นตอนนี้ ได้แบบนี้ก็น่าชื่นชมแล้ว ทุกคนทำงานหนักเพื่อให้ประชาชนได้หายได้มีสุขภาพดี ก็ทำกันเท่าที่ทำได้ ก็ต้องต่อสู้กันต่อไปในเรื่องสาธารณสุขล่ะนะ
ผ่าออกคราวนี้ก็เลยนับว่าหมดทุกข์หมดโศกกันไป หวังว่ามันจะเป็นการกำจัดต้นตอที่ถาวร ไม่มาขึ้นที่เดิมอีก สาธุ ผ่าคราวนี้อาจเป็นแผลเป็น ก็ไม่เป็นไร สุขภาพดีไว้ก่อนจะสวยไม่สวยไม่เห็นสนใจเลยเนอะ :P