สี่โมงเย็น เราอยู่บนเครื่องบินที่กำลังเดินทางจากดีทรอยต์ไปโพรวิเดนซ์
การเขียนบนเครื่องบินก็เป็นอะไรที่แปลกใหม่ดี
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราอยู่ที่บลูมิงตันในเทอมนี้และปีนี้
มาสนามบินกับเพื่อนอีกคน ที่จะเดินทางกลับบ้านเหมือนกัน
เพื่อนถามว่ารู้สึกยังไงบ้างที่ต้องจากไปแล้ว
เราบอกว่า บอกตามตรงนะ เราดีใจ
เพื่อนรีบพยักหน้าบอกว่าใช่ๆ แล้วบอกว่า
ไม่ใช่ว่าเมืองนี้ไม่มีอะไรดี แต่เมืองนี้ก็ไม่ใช่บ้าน
ถึงบลูมิงตันไม่ใช่บ้าน แต่ก็เป็นสถานที่ที่เราผูกพัน
บลูมิงตันเป็นเหมือนคอมฟอร์ตโซน เป็นที่ที่เรารู้ว่าที่ทางของเราอยู่ตรงไหน
เป็นที่ที่เรารู้ว่าตรงไหนมีของกินอร่อย ตรงไหนมีที่ให้เดินเล่น
รู้ว่าร้านกาแฟร้านไหนอร่อย ร้านไหนมีที่นั่งทำงานดี
เป็นที่ที่เรารู้ว่ามีตรงไหนบ้างที่เราอยู่แล้วจะมีความสุข
เป็นที่ที่รวมความทรงจำในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา
ทั้งเรื่องสุข ทั้งเรื่องทุกข์
ฝังแน่นปะปนกันอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ต่างๆของเมืองนี้
เมื่อคืนเดินไปส่งเพื่อนที่มหาลัย แล้วเดินกลับบ้านในทางเดิมที่คุ้นเคย
แล้วก็ตระหนักได้ว่า บางที นี่อาจจะเป็นวันสุดท้ายแล้ว
ที่เราจะได้อยู่ที่นี่ในแบบที่เคยเป็นมา
เรายังจะกลับมาที่นี่อีกในไม่กี่เดือนข้างหน้า
เราต้องกลับมาสอบ เราต้องกลับมาคุยงานกับอาจารย์ที่ปรึกษา
เราอาจจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเรียนจบ
แต่มันก็จะไม่เหมือนเดิมอีก
เราจะไม่มีช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่นานๆ
ไปนั่งทำงานที่ร้านกาแฟร้านที่ชอบทุกๆเช้า
ไปฝังตัวอยู่ห้องสมุดติดกันหลายคืน
หนีเพื่อนไปสิงอยู่ที่ยิมดึกๆดื่นๆ
กินอาหารขยะร้านเดิมๆซ้ำไปซ้ำมาหลายวัน
โต้รุ่งทำงานส่งแล้วหอบร่างพังๆไปเรียนหนังสือ
อนาคตข้างหน้าไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงบ้าง
แต่ก็คงไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว
ความใจหายแบบนี้คืออะไรกัน
ทั้งที่เราอยากหนีออกไปจากเมืองนี้ทุกวัน
ทั้งที่เราก่นด่าทุกครั้งที่เจอหิมะ เจอความทารุณของอากาศหนาว
หรือเพราะสถานที่ที่คุ้นเคย
หรือเพราะผู้คน
หรือเพราะความผูกพัน
หรือเพราะอะไรกันแน่
เราจากบลูมิงตันมาในวันที่หิมะตกหนักติดต่อกันสองวัน
เมืองทั้งเมืองขาวโพลน เกล็ดหิมะโปรยปราย
อากาศหนาวติดลบหลายองศา
เสียงเครื่องกวาดหิมะดังเป็นระยะๆทั่วทั้งเมือง
ทุกอย่างมารวมตัวกันในวันนี้ ราวกับจะบอกว่า
นี่แหละ คือภาพของเมืองนี้ ที่เราจะจดจำได้ตลอดไป