เหนื่อย
ความเหนื่อยแบบนี้มันมาจากไหน
มันมาจากความตรากตรำเรียนหนักและทำงานหนัก
หรือมาจากความเหนื่อยทางใจ
หรือเป็นผลมาจากร่างกาย
อย่างที่เค้าบอกกันว่าคนเราเมื่อเข้าใกล้เลขสาม
เมตาบอลิซึมจะเผาผลาญน้อยลง
ทำให้เราอ้วน เหนื่อยง่าย ไม่แอคทีฟเหมือนวัยรุ่นอีกแล้ว
เมื่อวานไปพบอาจารย์ที่ปรึกษา
ไปคุยเรื่องอยากถอนวิชาเรียนออก
มันเป็นวิชาประวัติศาสตร์ที่เป็นวิชาบังคับของ ป.เอก
เป็นวิชาที่เรียนแล้วทรมานมาก
ทั้งเพราะเรียนไม่รู้เรื่อง อ่านหนังสือเยอะมาก
แล้วก็เพราะวิธีการสอนที่ไม่ถูกจริตกับเราด้วย
ก็เลยไปคุยกับอาจารย์ว่าจะเป็นไปได้มั้ยที่จะค่อยไปเรียนทีหลัง
เพราะเพื่อนคนนั้นคนนี้ยังทำเลย (อ้างเพื่อน ฮ่าๆ)
อาจารย์ไม่แนะนำอย่างแรง อาจารย์บอกว่ามันเป็นภาระ
ทำไมไม่ลงเรียนไปให้มันจบๆ ในเมื่อถึงยังไงไม่วันใดวันนึงข้างหน้าเราก็ต้องเรียนอยู่ดี
จะหนีปัญหาให้เสียเวลาทำไม
เลยบอกอาจารย์ไปว่า ไม่เคยคิดว่าจะหนีจากมันเลย
เพียงแต่รู้สึกอยากพัก เพราะช่วงนี้ชีวิตหนักจริงๆ
อาจารย์บอกว่า รู้ได้ยังไงว่าต่อไปจะไม่หนัก
ต่อไปเราต้องทั้งเตรียมคิดทั้งวิทยานิพนธ์
ต้องเรียนวิชาโทนอกคณะซึ่งอาจจะยากกว่าอีกนะ
แถมยังต้องมีเรียนภาษาต่างประเทศที่สามอีกอะไรอีก
พูดง่ายๆคือ เธอคิดว่าชีวิตหลังจากนี้จะดีขึ้นเหรอ
โอโห มีความสะอึก และสำนึก
ก็จริงนะ ถ้ามันยังอยู่ในขั้นทนไหว ก็ทนไปเถอะ
เกรดจะแย่ยังไงอย่างน้อยเราก็ได้ผ่าน requirement นี้ไปแล้ว
อาจารย์บอกอีกว่า เธอเป็นเด็กดี เธอจะผ่านมันไปได้
แต่ถึงสุดท้ายไม่ว่าเธอจะเลือกยังไงชั้นก็เคารพการตัดสินใจของเธอ
ก็เลยอ้างเพื่อนว่า อ้าว แต่คนนี้เรียนป.เอก เขายังไม่เรียนเลยนะคะ
อาจารย์บอกว่า เขาก็ต้องเรียนอยู่ดี และเราก็แนะนำเขาไปแล้ว และเขาไม่เชื่อ
ซึ่งแบบนั้นมันก็ไม่โอเคเลย
อ้าว มีความสะอึกอีกระลอก
อาจารย์เอากระดาษมาวางแผนการเรียนให้ดู
อาจารย์อยากให้มองเห็นภาพกว้าง ว่าต่อไปเราจะเจออะไร มีอะไรรออยู่บ้าง
อาจารย์บอกว่าถ้าทำตามแผนนี้ได้ เราก็จะเรียนได้จบตามเวลาที่เรามี
มิหนำซ้ำป.โทจาก UNC ก็ยังเอามาแทนได้อีกตั้ง 4 ตัว
ถ้าอย่างนั้นเราก็มีสิทธิ์ที่จะจบเร็วขึ้นได้ 1 เทอม
แล้วถ้าอย่างงั้นจะรออะไรล่ะ ก็เรียนๆไปเถอะ ทำตามเป้าหมายที่ใหญ่กว่า
อย่าผัดวันประกันพรุ่งเลย (อันนี้เติมเอง)
ก็คงต้องตามนั้น คงต้องกัดฟันเรียนต่อไป คงต้องสู้แบบไม่ถอย
เพราะมาถึงขนาดนี้แล้ว เพราะเลือกแล้ว เพราะถอยหลังกลับไม่ได้แล้ว
ชีวิตการเรียนป.เอกมันก็เป็นแบบนี้แหละ
ความยากลำบาก ความกดดัน ความเหนื่อย มันก็ต้องมากขึ้นสิ
จะมาเรียนๆ ถอนๆ แบบตอน ป.โท ก็คงจะไม่ได้
เพราะชีวิตมีเงื่อนไขที่มากขึ้น เราเองก็ต้องอดทนให้มากขึ้นไปด้วย
แต่เดิมคิดว่า ถ้าเราถอนวิชานี้ออกไป
เราคงมีเวลาได้พักกายใจ คงเหนื่อยน้อยหน่อย
แล้วเอาเวลามาปรับปรุงตัวเองในเรื่องต่างๆ
เอาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นนอกมหาลัยที่ทำให้ลืมความเศร้า
จากความหนาว จากความเหงา จากการเลิกรา ฯลฯ
แต่ก็แล้วถ้าแม้แต่ถอนไปแล้ว เราก็ยังไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้นมากขึ้นล่ะ
ถ้าสิ่งที่เราทำยังเป็นการหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง
ไม่ได้อ่านหนังสือวิชาอื่นมากขึ้น ไม่ได้ออกไปทำกิจกรรมอื่นมากขึ้นล่ะ
ก็เท่ากับว่าเราเสียเวลาไปเปล่าๆโดยที่ไม่ได้มีอะไรงอกเงยเลย
เพราะฉะนั้นสู้ทนเรียนไปให้มันจบก็คงไม่เลวนะ
คราวนี้อาจจะได้ B ก็ไม่เป็นไรหรอก ขอให้ไม่ถึงขั้น C ก็แล้วกัน (ถ้า C ต้องเรียนซ้ำ)
ก็หวังแต่ว่าเราจะผ่านมันไปได้
เราจะเข็มแข็ง อดทน
มองอะไรยาวๆ ไม่มองแต่ความทุกข์เฉพาะหน้า
มันก็คงเหมือนทุกเรื่องในชีวิตนั่นแหละนะ
ที่ทุกข์แค่ไหน สุดท้ายมันก็จะผ่านไปอยู่ดี